โหนดทิ้ง แห่งคาบสมุทรสทิงพระ

โหนดทิ้ง มาจาก 2 คำประกอบกัน คือ คำว่า ‘โหนด’ มาจาก ต้นโหนด เป็นภาษาท้องถิ่นทางภาคใต้ที่ใช้เรียกต้นตาลโตนด และคำว่า ‘ทิ้ง’ คือคำที่คนใน ‘คาบสมุทรสทิงพระ’ จังหวัดสงขลา ใช้แนะนำตัวให้คนใต้ด้วยกันรู้ว่าเป็นคนถิ่นไหน 

ในอดีตต้นตาลโตนดทำหน้าที่แบ่งอาณาเขตนาข้าวแทนหมุดราชการ โดยในพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระ จังหวัดสงขลา ครอบคลุมพื้นที่อำเภอสิงหนคร อำเภอกระแสสินธุ์ อำเภอสทิงพระ และอำเภอระโนด เป็นพื้นที่ที่มีต้นตาลโตนดหนาแน่นมากถึง 3 ล้านต้น

อำเภอสทิงพระเพียงอำเภอเดียวมีต้นตาลโตนดมากถึง 1 ล้านต้น ถือเป็นพื้นที่ที่มีต้นตาลโตนดมากที่สุดในประเทศไทย ชาวบ้านในชุมชนคาบสมุทรสทิงพระจึงผูกพันกับต้นตาลโตนดจนกลายเป็น ‘วิถีโหนด’ ที่ดำรงชีพด้วยการอาศัยประโยชน์สารพัดจากต้นตาลโตนด

โหนดทิ้ง จึงไม่ใช่แค่แบรนด์กระเป๋าในอำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา เท่านั้น แต่คือการสืบสานภูมิปัญญาหัตถกรรมใยตาลที่รุ่นปู่ย่าตาทวดเคยใช้ใยตาล นำมาสานเป็นเชือกสำหรับมัดสมอเรือ ผูกเสาบ้านมานับร้อยปี ด้วยคุณสมบัติที่เหนียวนุ่ม แข็งแรงทนทาน ทนแดดทนฝน และยากต่อการขึ้นรา แต่การเข้ามาของเชือกไนลอนเมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้ว ทำให้เชือกจากใยตาลได้รับความนิยมน้อยลงจนแทบจะสูญพันธุ์ไปตามยุคสมัย 

 

 ใครไม่ทิ้ง “โหนดทิ้ง”!

จากกาบตาลโตนดที่เคยถูกมองข้ามและถูกทิ้งเป็นของเหลือใช้ในพื้นที่อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา วันนี้กลายเป็นผลิตภัณฑ์จากใยตาลที่ผ่านการออกแบบอย่างสร้างสรรค์ พร้อมสะท้อนเรื่องราวและคุณค่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

กระบวนการผลิตของใยตาลถือว่าพิเศษไม่ธรรมดา สามารถสร้างสรรค์ชิ้นงานให้สวยงามและดึงดูดสายตาได้อย่างน่าทึ่ง เป็นการออกแบบที่ทันสมัยและโดดเด่น พร้อมกันนี้ยังช่วยเพิ่มมูลค่า ใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ และอนุรักษ์ทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่อย่างยั่งยืน

แค่ชื่อก็ดึงดูดจนอยากรู้เรื่องราวเบื้องหลัง อีกทั้งยังสะดุดตาด้วยความงดงามของผลิตภัณฑ์จากใยตาลโตนดเมืองสงขลา ที่สะท้อนถึงความตั้งใจในการออกแบบและการตัดเย็บอย่างประณีต แต่ละชิ้นผสมผสานความเรียบหรูแบบพื้นบ้านกับสไตล์คูล ชิค และแฟชั่นเบาๆ ทำให้ใครก็ตามที่ถือหรือสะพายกระเป๋า “โหนดทิ้ง” ต้องหันมอง และแทบไม่น่าเชื่อว่ากว่ากระเป๋าเหล่านี้จะเกิดขึ้น กาบใยตาลหรือโหนดที่ชาวใต้เรียกกันเกือบถูกทิ้งให้กลายเป็นปุ๋ยเสียแล้ว 

 “เสริญศิริ หนูเพชร” เจ้าของผลิตภัณฑ์ใยตาลแปรรูป เล่าถึงความเป็นมาของ “โหนด” หรือ “ตาลโตนด” ที่เป็นที่รู้จักกันดี ต้นสูงสง่า ใบยาวเป็นวา เธอบอกว่าต้นโหนดนารีอยู่คู่ชุมชนมาตั้งแต่ก่อตั้งเมืองสทิงพระ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนในอำเภออย่างแน่นแฟ้น

ด้วยความใกล้ชิดและเห็นต้นตาลโตนดนารีมีจำนวนมากที่สุดในประเทศไทย เธอจึงสังเกตเห็นว่าวัตถุดิบเหลือใช้นี้มีศักยภาพในการนำมาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ จนเกิดเป็นที่มาของชื่อ “โหนดทิ้ง” ซึ่งสะท้อนถึงการนำกาบโหนดมาใช้เพียง 20 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด เนื่องจากต้นแต่ละต้นสามารถใช้ได้เพียง 2–3 ทางเท่านั้น

เรื่องราวการใช้โหนดเริ่มตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย ที่นำกาบโหนดมาทำเชือกล่ามวัวหรือผูกเสาแทนการใช้ไนลอนในสมัยก่อน เพราะคุณสมบัติของเส้นใยที่แข็งแรง ทนทาน และไม่ขึ้นราแม้โดนน้ำ จึงถูกนำมาใช้อย่างต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่น จนมาถึงมือรุ่นลูกหลาน ที่ได้ทดลองหยิบวัสดุเหลือใช้เหล่านี้มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใยตาลแปรรูปในปัจจุบัน


       “เราเริ่มมาตั้งแต่ปี 2544 และได้การตอบรับที่ดีเพราะว่ามีหนึ่งเดียวในประเทศไทย โดยเริ่มแรกเป็นงานถักมือเป็นหมวกและกระเป๋า แล้วก็ได้รับการตอบรับที่ดีเพิ่มขึ้นก็เลยคิดว่าถ้าเรายังทำงานถักมือมันจะช้า เราจึงเลยคิดหาวิธีการให้มันเร็วขึ้นเพื่อรองรับกับตลาด ก็เลยคิดทำเครื่องทองขึ้นมา”

 “กระบวนการทำนั้นเริ่มตั้งแต่การนำกาบตาลสดมาทุบด้วยเครื่องตีใยตาลแล้วนำมาแยกเศษกาบตาลออกให้เหลือแต่เส้นใย จากนั้นก็นำมาขูดด้วยด้วยบล็อกตะปูเพื่อให้ได้เส้นใยที่สวยงาม เมื่อเสร็จแล้วก็นำใยไปทำความสะอาดย้อมสี แล้วนำมาทอด้วยเครื่องทอคล้ายกับการทอผ้าปกติแต่ต้องทำให้เส้นใยแน่นติดกันเพื่อที่จะได้ง่ายต่อการนำไปตัดตามแบบที่ได้ออกแบบไว้”

อีกหนึ่งส่วนสำคัญคือโครงของกระเป๋า ซึ่งมีให้เลือกถึง 3 รูปแบบ

  • โครงไม้ ได้จากต้นตาล ให้ความรู้สึกอบอุ่นและสะท้อนวิถีชีวิตท้องถิ่น พร้อมดีไซน์สวยงาม ใช้งานง่าย เหมาะกับทุกวัย
  • โครงโลหะ เรียบหรู มีมูลค่า เหมาะสำหรับมอบเป็นของขวัญให้ผู้หลักผู้ใหญ่
  • โครงหนังสีสันต่างๆ ดีไซน์ทันสมัย เหมาะกับวัยรุ่น ให้สามารถพกพาได้อย่างน่ารักและมีสไตล์

เมื่อประกอบทุกส่วนเข้าด้วยกัน ผลลัพธ์คือผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายทั้งรูปแบบและดีไซน์ กาบโหนดที่อาจหล่นทิ้งภายในไม่กี่วัน กลายมาเป็นกระเป๋าสวยงามที่สะท้อนวิถีชีวิตของชาวอำเภอสทิงพระได้อย่างชัดเจน นับเป็นความชาญฉลาดและความใส่ใจของผู้ออกแบบที่มองเห็นคุณค่าของวัตถุดิบเหลือใช้ ไม่เพียงสร้างสินค้าที่มีคุณภาพ แต่ยังช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับชุมชน พร้อมอนุรักษ์สิ่งที่มีอยู่ในพื้นที่ไม่ให้เลือนหายตามกาลเวลา

“ผมเห็นคุณแม่สานหมวกจากใยตาลมาตั้งแต่เด็ก ๆ” ปิงเป็นลูกชายคนเดียวของบ้านหนูเพชร เขาเรียนจบเอกดุริยางคศิลป์ (กีตาร์ไฟฟ้า) คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ ก่อนมารับช่วงต่อ ปิงเป็นนักดนตรีเต็มตัว เล่นคอนเสิร์ต ไว้ผมยาว และใช้ชีวิตแบบชาวร็อกเต็มขั้น แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เติบโตมากับความรักของพ่อ แม่ และคนในชุมชนที่มีต่องานหัตถกรรมใยตาล

ถึงช่วงแรกจะบอกว่ามารับช่วงต่อด้วยความจำเป็น แต่เมื่อได้เข้ามาแล้วเขากลับรู้สึกภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้สืบทอดกิจการของครอบครัวและส่งต่อของดีจากบ้านเกิด จนตอนนี้ยอมรับว่า ‘ทำด้วยความรัก’ เข้าแล้วจริง ๆ

“ช่วง พ.ศ. 2556 พ่อแม่เริ่มอยากเกษียณ แต่ด้วยลักษณะงานชุมชน ทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมด ตั้งแต่คนตีใย คนทอ คนตัดเย็บ งานของพ่อแม่เปรียบเสมือนเฟืองตัวบนสุดที่คอยขับเคลื่อนงานบริหาร ถ้าพ่อแม่ผมหยุดทำ เฟืองตัวอื่นก็หยุดไปด้วย ผมเรียนจบดนตรีมาก็จริงแต่พอกลับมาคิดว่า ถ้าไม่สานต่อ องค์กรโหนดทิ้งก็จะหยุดลง” 

ปิงจึงรับหน้าที่เป็นผู้สืบทอดภูมิปัญญาให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จักใยตาล การเดินทางรับช่วงต่อของปิง เริ่มจากการตั้งชื่อแบรนด์ ‘โหนดทิ้ง’ ที่สื่อถึงเอกลักษณ์ท้องถิ่นของชาวสทิงพระอย่างแท้จริง และนำเครื่องจักรอุตสาหกรรมที่เพิ่มกำลังการผลิตได้ถึงวันละ 20 ใบมาเสริมการผลิต 

มากไปกว่านั้น ปิงยังมีส่วนร่วมในการผลักดันให้ผลิตภัณฑ์​จากใยตาลโตนดคาบสมุทร​สทิงพระได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้​ทางภูมิศาสตร์​ (GI)​ ของ​จังหวัด​สงขลา ในนาม ‘เส้นใยจากคาบสมุทรสทิงพระ’ ซึ่งไม่ได้จำกัดแค่แบรนด์โหนดทิ้งเท่านั้น แต่เปิดให้ทั้งชุมชนใช้ GI นี้ร่วมกันได้

ลูกค้าคือกำลังใจสำคัญ

ผลิตภัณฑ์จักสานโหนดทิ้งเติบโตขึ้นจากการเข้าร่วมโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนในเวทีต่าง ๆ มาตั้งแต่รุ่นคุณแม่ ซึ่งได้ร่วมมือกับนักออกแบบมืออาชีพมาช่วยออกแบบกระเป๋าแต่ละคอลเลกชัน พอมาถึงรุ่นลูก ปิงใช้วิธีรับฟังความต้องการจากลูกค้าโดยตรง แล้วนำไปปรับปรุงสินค้าให้ตรงกับความต้องการ จนเรียกได้ว่า ‘ลูกค้า’ ก็เป็นหนึ่งในนักออกแบบของแบรนด์เช่นกัน

หลังจากที่ปิงได้รับคัดเลือกให้เป็นทายาทช่างศิลปหัตถกรรม พ.ศ. 2559 โหนดทิ้งยังเป็น 1 ใน 25 ผลิตภัณฑ์งานคราฟต์ของไทยที่ได้เข้าร่วมแสดงสินค้าในงาน The 80th TOKYO International Gift Show ณ กรุงโตเกียว ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้กระเป๋าโหนดทิ้งเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้นอย่างรวดเร็ว

“หลังจากนั้นมีออร์เดอร์เข้ามาเยอะเลย คนญี่ปุ่นชอบงานพวกนี้มาก ตอนนั้นรู้สึกดีใจมากที่ได้เห็นผลงานตัวเองอยู่ในนิทรรศการ ได้กำลังใจเยอะเลย เพราะคนเห็นคุณค่างานจากชุมชนของเรา”

ปิงเล่าต่ออีกว่า การได้รับคัดเลือกเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนผ่านการประกวดแข่งขันในโครงการต่าง ๆ ทำให้เขาได้เดินสายเป็นตัวแทนประเทศไทยไปจัดแสดงสินค้าผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจากใยตาลในหลากหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น จีน อังกฤษ

คนคัดกาบตาล คนตีใยตาล คนทอ คนเย็บ คนประกอบขึ้นรูปกระเป๋า คนออกแบบผลิตภัณฑ์ และคนขาย ล้วนมีความสำคัญไม่แพ้กัน 

หน้าที่หลักของปิง นอกจากบริหารจัดการ มองภาพรวมของธุรกิจ และพัฒนาผลิตภัณฑ์แล้ว เขายังเป็นคนเชื่อมใจระหว่างคนรุ่นพ่อแม่ที่เชี่ยวชาญในงานหัตถกรรม ให้ถ่ายทอดความรู้ไปยังคนรุ่นลูกอย่างราบรื่น

“ผมโชคดีที่โตที่นี่ ทุกคนเป็นญาติ เป็นพี่น้องกันหมด คนรุ่นเก่าเขาเอ็นดูเรา เพราะทำงานกับแม่มานาน ส่วนคนรุ่นใหม่อายุประมาณ 17 – 18 ปี ก็เริ่มสนใจเข้ามาทำงานหัตถกรรมมากขึ้น เพราะโตกับแม่ที่ทำงานนี้ ผมจึงกลายเป็นคนทำหน้าที่เชื่อมใจของคน 2 รุ่น”

ปิงยังเล่าถึงหัวใจการบริหารงานอย่างไม่อ้อมค้อม และนั่นอาจเป็นเหตุผลว่า ทำไมแบรนด์เล็ก ๆ ที่ทำงานร่วมกับชุมชนถึงยืนหยัดอยู่ได้ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

ชาวบ้านไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน ไม่ต้องลงทุนเอง และไม่ต้องหาตลาดเอง เพราะปิงรับหน้าที่ดำเนินการระบบหมุนเงินให้ชาวบ้านได้ประกอบอาชีพที่ตัวเองรัก

“ระบบมันเดินด้วยเงิน ถ้าคนตีใยตาลทำงานแล้วต้องรอให้ขายของก่อนถึงจะได้เงิน เขาคงเลิกทำไปแล้ว เพราะเขาต้องกินต้องใช้ทุกวัน ส่วนคนทอใยตาลก็เบิกเครื่องทอที่พ่อผมคิดขึ้นมาไปใช้ฟรี ไม่ต้องซื้อ ไม่ต้องเช่า ใยตาลเส้นก็ไม่ต้องซื้อ เอาแรง ฝีมือ และผลงาน มาแลก ส่งงานแล้วได้เงินทันที”

หากไม่มีเงินหมุนเวียน คนในชุมชนอาจต้องหันไปทำอย่างอื่นเลี้ยงชีพ เมื่อถึงวันที่มีออร์เดอร์เข้ามาก็อาจจะดึงพวกเขากลับมาไม่ได้อีก

ปิงต้องเจอกับบทเรียนในช่วงวิกฤตโควิด-19 ไม่ต่างจากธุรกิจอื่น เมื่อไม่มีรายได้แม้แต่น้อย แต่ยังต้องจ่ายค่าแรง ในระหว่างนั้น เขาตัดสินใจเตรียมวัสดุใยตาลและชิ้นส่วนต่าง ๆ ไว้เป็นจำนวนมาก เมื่อสถานการณ์โรคระบาดคลี่คลายและเปิดประเทศ มียอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ปิงจึงตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทันที จากจุดนั้นทำให้เขาเรียนรู้ที่จะเตรียมพร้อมเพื่อการผลิตอยู่เสมอ

“การบริหารของผม คือต้องมีรายได้เข้ามาเสมอ ออร์เดอร์มาปุ๊บ ต้องผลิตได้ทันที สมมติคิง เพาเวอร์ สั่ง 300 ใบ ผมต้องพร้อมผลิต เพราะมีวัสดุและแรงงานพร้อมแปรรูปได้เลย” 

คิง เพาเวอร์ เป็นทั้งลูกค้ารายสำคัญและเป็นช่องทางการขายหลักของโหนดทิ้ง ติดต่อกันทุกเดือนมานานนับสิบปี นอกจากนี้ กระเป๋าจากใยตาลยังไปวางขายที่สนามบินหาดใหญ่ ร้านค้าในเชียงใหม่ เกาะสมุย เพชรบุรี กาญจนบุรี และร้านค้าในหลายจังหวัด รวมถึงงานอีเวนต์อย่างงาน OTOP งานอัตลักษณ์ไทย ที่ทีมโหนดทิ้งก็ไปออกบูทด้วยตัวเอง

PHP Code Snippets Powered By : XYZScripts.com

ติดต่อเรา

สถานที่ติดต่อ

13/1 ม.5 ต.จะทิ้งพระ อ.สทิงพระ จ.สงขลา 90190
กดเพื่อนำทาง

เวลาเปิดทำการ

ทุกวัน
08:30 - 17:30

ติดต่อทางโทรศัพท์

โหนดทิ้ง หัตถกรรมใยตาล
095 548 3626

ติดต่อเรา

โดยการส่งแบบฟอร์มนี้ คุณยินยอมให้ประมวลผลข้อมูลตาม นโยบายความเป็นส่วนตัว